ซ่อมหรือซื้อใหม่คุ้มกว่ากัน? เช็กลิสต์บริหารงบลงทุนเครื่องเสียงสำหรับผู้ประกอบการ Rental และห้องประชุม

ซ่อมหรือซื้อใหม่คุ้มกว่ากัน? เช็กลิสต์บริหารงบลงทุนเครื่องเสียงสำหรับผู้ประกอบการ Rental และห้องประชุม

ซ่อมลำโพงหรือซื้อใหม่คุ้มกว่ากัน? นี่คือหนึ่งในคำถามคลาสสิกที่สร้างความหนักใจให้กับเจ้าของธุรกิจเครื่องเสียงให้เช่า (Rental Company) ไปจนถึงผู้จัดการฝ่ายอาคารสถานที่และฝ่ายจัดซื้อขององค์กรหรือโรงแรม เมื่อตู้ลำโพงคู่ใจเริ่มมีอาการเสียงพร่าเพี้ยน ดิจิทัลมิกเซอร์เริ่มมีเฟดเดอร์รวน หรือระบบไมโครโฟนในห้องประชุมเริ่มหลุดคลื่นบ่อยครั้ง การตัดสินใจว่าจะ “ส่งซ่อมไปเรื่อยๆ เพื่อประหยัดงบระยะสั้น” หรือ “ตัดใจลงทุนซื้อเครื่องใหม่เพื่ออัปเกรดมาตรฐานงาน” ไม่สามารถใช้เพียงความรู้สึกเสียดายของเก่ามาตัดสินได้ แต่ต้องอาศัยการคำนวณความคุ้มค่าทางธุรกิจ (ROI), ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Downtime Cost) และความเสี่ยงต่อชื่อเสียงหน้างานอย่างเป็นระบบ

บทความนี้ VibeGear Audio ได้สรุปแนวคิดการบริหารจัดการสินทรัพย์เครื่องเสียงระดับสากลจาก ProSoundWeb (Making The Call: The Decision To Repair Or Replace Sound Reinforcement Gear) มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของธุรกิจเครื่องเสียงเช่าและระบบเสียงห้องประชุมในประเทศไทย พร้อมแผนผังการตัดสินใจและตารางเช็กลิสต์ที่จะช่วยให้คุณบริหารงบลงทุนได้อย่างแม่นยำที่สุด

Featured Cover for Post 83868

สารบัญเนื้อหา (Table of Contents)

ซาวด์เอนจิเนียร์และเจ้าของกิจการเครื่องเสียงจำนวนไม่น้อยมักมีความผูกพันกับอุปกรณ์คู่ใจที่ร่วมลุยงานหนักมาด้วยกันหลายปี เปรียบเสมือน “กางเกงยีนส์ตัวเก่งที่ใส่สบายและคุ้นมือ” รู้จักปุ่มหมุนทุกจุดและรู้ใจโทนเสียงเป็นอย่างดี แต่ในมุมมองของการบริหารธุรกิจ (Business & Financial Strategy) อุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้นคือ สินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานและมีค่าเสื่อมราคา (Amortization)

เมื่ออุปกรณ์เริ่มเข้าสู่วัยเสื่อมสภาพ อาการเสียจุกจิกที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จะเริ่มกัดกินกำไรสุทธิของแต่ละงานโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นค่าอะไหล่ ค่าแรงช่าง ค่าขนส่งไปศูนย์บริการ ไปจนถึงเวลาของทีมงานที่ต้องเสียไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแทนที่จะได้โฟกัสกับคุณภาพเสียง ดังนั้น การเปลี่ยนวิธีคิดจากความคุ้นเคยส่วนตัว มาสู่การใช้ เกณฑ์ตัวเลขทางธุรกิจ 5 ข้อ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่แยกบริษัทที่เติบโตอย่างยั่งยืนออกจากธุรกิจที่จมอยู่กับต้นทุนค่าซ่อมไม่รู้จบ

แผนผัง Flowchart ตัดสินใจ ซ่อมลำโพงหรือซื้อใหม่ สำหรับธุรกิจ Rental และห้องประชุม
แผนผัง Flowchart 4 ขั้นตอนคัดกรองความคุ้มค่า: เมื่อไหร่ควรส่งซ่อมบำรุง และเมื่อไหร่ควรตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องเสียงใหม่

2.1 กฎ 50% Rule และต้นทุนค่าเสียโอกาสจากงานสะดุด (Downtime & Sub-rent Cost)

เกณฑ์มาตรฐานที่ผู้บริหารระบบเสียงมืออาชีพทั่วโลกใช้คือ “กฎ 50% (The 50% Rule)” โดยให้นำใบเสนอราคาค่าซ่อมไปเปรียบเทียบกับ มูลค่าตลาดมือสองปัจจุบัน (Current Fair Market Value) ของอุปกรณ์ชิ้นนั้น (ไม่ใช่ราคาตอนซื้อป้ายแดงเมื่อ 5 ปีก่อน)

  • กรณีที่ควรซ่อม: หากค่าซ่อมอยู่ที่ประมาณ 15%–35% ของราคามือสอง เช่น การเปลี่ยนวอยซ์คอยล์ (Voice Coil) ดอกลำโพง การทำความสะอาดหน้าสัมผัสเฟดเดอร์ หรือการเปลี่ยนขั้วต่อที่สึกหรอ และซ่อมเสร็จภายในไม่กี่วัน กรณีนี้การซ่อมถือว่าคุ้มค่ามาก
  • กรณีที่ควรซื้อใหม่ทันที: หากค่าซ่อมพุ่งเกิน 40%–50% ของมูลค่ามือสอง หรือต้องรออะไหล่นำเข้าจากต่างประเทศนาน 1–3 เดือน จนทำให้คุณต้องไป เช่าช่วงต่อ (Sub-rent) จากบริษัทอื่นเพื่อมาอุดคิวงานที่รับไว้แล้ว เมื่อนำ (ค่าซ่อม + ค่าเช่าช่วงสะสม 4–6 คิวงาน) มารวมกัน มักจะพบว่าตัวเลขนั้นสูงพอที่จะวางเงินดาวน์หรือซื้ออุปกรณ์รุ่นใหม่แกะกล่องได้สบายๆ

2.2 ความต้องการในใบสเปกของลูกค้า (Technical Rider Acceptability)

ในธุรกิจ Rental การที่อุปกรณ์ยัง “เปิดติดและมีเสียงออก” ไม่ได้แปลว่าอุปกรณ์นั้นยังทำเงินได้เหมือนเดิม หากมิกเซอร์ดิจิทัลหรือระบบลำโพง Line Array ของคุณตกรุ่นไปไกลจนซาวด์เอนจิเนียร์ของศิลปินหรือออร์แกไนเซอร์ระบุปฏิเสธในใบ Technical Rider เท่ากับว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดบนไปแล้ว

การตัดสินใจลงทุนอัปเกรดเป็นอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่ตลาดต้องการ เช่น การขยับมาใช้ลำโพงคอลัมน์โมดูลาร์ดีไซน์หรูอย่าง เปิดตัว HK Audio ELEMENTS MK2 ลำโพงคอลัมน์ Modular เจนใหม่ สำหรับงานอีเวนต์โรงแรมระดับพรีเมียม หรือการอัปเกรดตู้ลำโพงรุ่นใหม่ล่าสุดจาก ลำโพง VL AUDIO 4 ซีรีส์ใหม่ ที่งาน Prolight 2026 จะช่วยให้บริษัทของคุณก้าวขึ้นสู่ห่วงโซ่ธุรกิจที่สูงขึ้น (Stepping Up the Food Chain) สามารถรับงานสเกลใหญ่ขึ้นและคิดเรทราคาเช่าต่อวันได้คุ้มค่าเหนื่อยกว่าเดิม

2.3 ระยะเวลาการรับประกันและความพร้อมของอะไหล่ (Warranty & Parts Availability)

อุปกรณ์ระบบเสียงยุคใหม่พึ่งพา แผงวงจรดิจิทัล DSP (Digital Signal Processing) และ ภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง (Switching Mode Power Supply – SMPS) สูงมาก ต่างจากเครื่องเสียงอนาล็อกยุคเก่าที่ช่างทั่วไปสามารถบัดกรีเปลี่ยนตัวเก็บประจุหรือทรานซิสเตอร์แยกชิ้นได้ง่าย

เมื่อลำโพง Active หรือดิจิทัลมิกเซอร์พ้นระยะรับประกัน (Out of Warranty) และผู้ผลิตเริ่มยกเลิกสายการผลิตชิปประมวลผลรุ่นเก่า การซ่อมมักจะต้องเปลี่ยนยกบอร์ด (Board-level Replacement) ซึ่งมีราคาสูงมาก ดังนั้น บริษัทเครื่องเสียงชั้นนำจึงนิยมจดบันทึกวันหมดประกันของทุกเครื่อง และวางแผนหมุนเวียนขายออกหรืออัปเกรดในช่วงที่เครื่องยังสภาพดีก่อนที่ภาระค่าซ่อมบอร์ดใหญ่จะตกอยู่ที่เรา

2.4 กลยุทธ์การจัดเกรดอุปกรณ์เป็นชุด B-Rig และ C-Rig (Fleet Tiering Strategy)

ข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการคือ คำว่า “ซื้อเครื่องใหม่” ไม่ได้แปลว่าต้องโยนเครื่องเก่าทิ้งหรือขายเลหลังในราคาถูกเสมอไป แต่คุณสามารถใช้กลยุทธ์ การจัดพอร์ตอุปกรณ์แยกตามเกรดงาน (Rig Tiering) เพื่อรีดประสิทธิภาพการทำเงินสูงสุดจากทุกสินทรัพย์ในโกดัง ดังแผนภาพด้านล่างนี้:

กลยุทธ์บริหารพอร์ตเครื่องเสียง A-Rig B-Rig C-Rig สำหรับธุรกิจให้เช่าเครื่องเสียง
กลยุทธ์การจัดเกรดชุดอุปกรณ์ A-Rig, B-Rig และ C-Rig เพื่อสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องและลดความเสี่ยงหน้างาน
  • ชุด A-Rig (เรือธงทำกำไรสูง): ใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งลงทุนซื้อ มีประกันศูนย์ครบ รองรับเทคโนโลยีเครือข่ายเสียงยุคใหม่อย่าง Dante หรือ DSP ขั้นสูง นำไปออกงานคอนเสิร์ต อีเวนต์เปิดตัวสินค้า หรืองานที่มีใบ Rider เข้มงวด
  • ชุด B-Rig (เครื่องจักรทำเงินที่คืนทุนแล้ว): นำอุปกรณ์ชุดเดิมที่ผ่านการซ่อมบำรุงพื้นฐาน (ทำความสะอาด เปลี่ยนอะไหล่สิ้นเปลือง) โยกมาจัดชุดสำหรับงานพูดบรรยาย งานสัมมนา งานแต่งงาน งานบูธแสดงสินค้า หรือใช้เป็นตู้ลำโพงเสริม Delay / Side Fill เนื่องจากอุปกรณ์กลุ่มนี้คืนทุนค่าตัวไปหมดแล้ว รายได้ค่าเช่าที่เข้ามาจึงกลายเป็นกำไรสุทธิแทบทั้งหมด
  • ชุด C-Rig หรือการขายออก (Liquidation): สำหรับอุปกรณ์ที่อายุเกิน 6–8 ปี เริ่มมีประวัติเข้าศูนย์ซ่อมถี่ขึ้นเรื่อยๆ การตัดสินใจขายต่อเป็นมือสองในขณะที่เครื่องยังใช้งานได้ปกติ จะช่วยให้ได้เงินก้อนกลับมาสมทบทุนซื้อชุด A-Rig และช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บในโกดังอีกด้วย

2.5 ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือในงานสำคัญระดับวิกฤต (Mission-Critical Reliability)

สำหรับผู้ดูแลระบบเสียงของห้องประชุมผู้บริหาร (Executive Boardroom), ห้องบอลรูมโรงแรม 5 ดาว, หอประชุมหน่วยงานราชการ หรืองานอีเวนต์ที่มีการถ่ายทอดสด (Live Broadcast) ปัจจัยที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “ค่าซ่อมกี่บาท” แต่คือ “ความน่าเชื่อถือระดับ 100% (Zero-Failure Tolerance)”

ลองจินตนาการว่าหากไมโครโฟนประธานในห้องประชุมบอร์ดบริหารเกิดเสียงขาดหาย หรือเพาเวอร์แอมป์หลักตัดการทำงานกลางงานแถลงข่าวสำคัญ มูลค่าความเสียหายทางภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นจะสูงกว่าราคาเครื่องเสียงชุดใหม่หลายสิบเท่า หากองค์กรของคุณกำลังวางแผนปรับปรุงระบบไมค์ห้องประชุมที่เริ่มรวน สามารถศึกษาแนวทางคำนวณงบประมาณเบื้องต้นได้ที่ จัดงบประมาณระบบไมค์ประชุม 4, 8, 12 ท่าน ควรเริ่มเท่าไหร่? (คู่มือคำนวณงบปี 2026) หรือขอรับคำปรึกษาจากทีมวิศวกรใน บริการออกแบบและติดตั้งระบบเสียงครบวงจรของ VibeGear Audio เพื่อวางระบบที่มีเสถียรภาพสูงสุด

เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อและเจ้าของกิจการสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการอนุมัติงบประมาณได้อย่างชัดเจน ตารางด้านล่างนี้คือเกณฑ์เปรียบเทียบความคุ้มค่าเชิงธุรกิจระหว่างการส่งซ่อมและการซื้อทดแทน:

เกณฑ์การประเมิน กรณีที่ควรเลือก “ส่งซ่อมบำรุง” (Repair) กรณีที่ควรเลือก “ลงทุนซื้อใหม่” (Replace)
1. สัดส่วนค่าซ่อม (50% Rule) ค่าซ่อมต่ำกว่า 35–40% ของราคามือสองปัจจุบัน และเป็นการซ่อมจุดที่สึกหรอตามปกติ ค่าซ่อมเกิน 45–50% ของมูลค่ามือสอง หรือต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดหลักราคาสูง
2. เวลารออะไหล่ & ค่าเช่าช่วง (Sub-rent) อะไหล่มีพร้อมในไทย ใช้เวลาซ่อมไม่เกิน 3–7 วัน หรือมีเครื่องสำรองในโกดังเพียงพอ รออะไหล่นำเข้านาน 1–3 เดือน จนต้องควักเงินจ่ายค่า Sub-rent หลายงานติดต่อกัน
3. ประวัติการเสียซ้ำซาก (Failure Rate) เพิ่งเคยเสียเป็นครั้งแรก และโครงสร้างหลัก (ตู้ไม้, พาวเวอร์ซัพพลาย) ยังสมบูรณ์แข็งแรง เข้าศูนย์ซ่อมเกิน 2–3 ครั้งในรอบปีด้วยอาการรวนของระบบดิจิทัลหรือภาคจ่ายไฟ
4. การยอมรับในใบ Technical Rider เน้นรับงานสเกลเล็ก–กลาง งานพูดบรรยาย หรืองานที่ลูกค้าไม่ได้ระบุรุ่นอุปกรณ์เฉพาะเจาะจง ต้องการรับงานคอนเสิร์ต อีเวนต์องค์กรใหญ่ หรือโรงแรมที่ระบุสเปกอุปกรณ์รุ่นใหม่
5. ความสำคัญของหน้างาน (Criticality) ใช้เป็นชุดเสริม (Delay Fill, Monitor เวทีรอง) หรือห้องประชุมย่อยที่มีชุดสำรองสลับได้ทันที จุดวิกฤตห้ามพลาด เช่น มิกเซอร์หลัก FOH, ระบบไมค์ห้องประชุมบอร์ดบริหาร, งานถ่ายทอดสด
6. ผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ทางบัญชี บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรายงวด รักษากระแสเงินสดระยะสั้น บันทึกเป็นสินทรัพย์หักค่าเสื่อมราคาทางภาษีได้ พร้อมได้ระยะประกันศูนย์ใหม่ 1–3 ปีเต็ม

จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญใน ProSoundWeb ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตัดสินใจว่าจะซ่อมหรือซื้อใหม่ ไม่ใช่ตอนที่อุปกรณ์พังคาเวที แต่คือช่วง นอกฤดูงาน (Off-Season Maintenance) ที่ทีมช่างสามารถนำอุปกรณ์ทุกชิ้นในคลังออกมาตรวจเช็กเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ตามขั้นตอนมาตรฐานดังนี้:

  1. ทดสอบความต้านทานและกวาดความถี่ดอกลำโพง (Impedance & Driver Sweep Test): ใช้เครื่องมือวัดค่า Impedance และปล่อยสัญญาณ Sine Sweep เพื่อฟังเสียงเบียดของวอยซ์คอยล์ (Voice Coil Rub) หรือเสียงสั่นผิดปกติของตู้ลำโพงก่อนที่จะขาดจริงหน้างาน
  2. ตรวจเช็กเฟดเดอร์ สวิตช์ และอัปเดต Firmware มิกเซอร์: ทดสอบ Motorized Fader ทุกแชนเนล ปุ่มหมุน Encoder และพอร์ตเชื่อมต่อ Stagebox พร้อมทำความสะอาดฝุ่นสะสมในพัดลมระบายความร้อนของภาคจ่ายไฟ
  3. วัดผลการตอบสนองความถี่ของไมโครโฟน (Mic Frequency Response Check): เปรียบเทียบกราฟเสียงของไมโครโฟนที่ใช้งานหนักกับไมโครโฟนตัวอ้างอิง (Reference Mic) เพื่อคัดแยกไมค์ที่แคปซูลเริ่มเสื่อมสภาพออกจากชุด A-Rig
  4. จัดทำตารางบันทึกประวัติการซ่อมรายเครื่อง (Serial Number Service Spreadsheet): บันทึกวันที่ซื้อ วันหมดประกัน อาการเสีย และยอดค่าซ่อมสะสมของแต่ละ Serial Number ทันทีที่อุปกรณ์ตัวใดมีประวัติเข้าซ่อมซ้ำเกิน 2 ครั้งใน 12 เดือน ให้ปักธงเป็นรายการลำดับแรกที่ต้องเปลี่ยนใหม่ในปีงบประมาณถัดไป

Q1: ดอกลำโพงขาดหรือเสียงแตก ควรส่งซ่อมพันวอยซ์ใหม่ (Reconing) หรือซื้อตู้ใหม่ดีกว่ากัน?

คำตอบ: หากเป็นตู้ลำโพงแบรนด์มาตรฐานที่มีชุดซ่อมแท้จากโรงงาน (Original Reconing Kit) และตัวตู้ไม้รวมถึงแอมป์โมดูลยังสมบูรณ์ การเปลี่ยนชุดวอยซ์คอยล์แท้ถือว่าคุ้มค่ามากเพราะใช้เงินเพียง 15%–25% ของราคาตู้ใหม่ แต่หากเป็นลำโพงที่ผ่านการพันวอยซ์เทียมมาแล้วหลายครั้งจนค่าพารามิเตอร์เสียงเพี้ยนไปจากสเปกเดิม หรือบอร์ดแอมป์ DSP เริ่มรวนควบคู่กัน แนะนำให้ลงทุนซื้อตู้รุ่นใหม่แล้วโยกตู้เดิมไปเป็นชุดสำรองจะคุ้มค่ากว่าครับ

Q2: ระบบไมโครโฟนไร้สายและไมค์ห้องประชุมอายุเกิน 7 ปี เริ่มมีคลื่นรบกวน ซ่อมคุ้มไหม?

คำตอบ: สำหรับระบบไมโครโฟนไร้สายยุคเก่า มักพบปัญหาทับซ้อนกับคลื่นความถี่ที่ กสทช. จัดสรรใหม่ รวมถึงตัวเก็บประจุในวงจร RF เสื่อมสภาพตามอายุ การซ่อมมักแก้ได้เพียงชั่วคราวและเสี่ยงหลุดคลื่นกลางงานประชุมสำคัญ การอัปเกรดเป็นระบบไมค์ไร้สายดิจิทัลรุ่นใหม่ที่รองรับคลื่นความถี่ถูกต้องตามกฎหมายและมีระบบสแกนคลื่นอัตโนมัติจึงเป็นการลงทุนที่จบปัญหาระยะยาวได้100%

Q3: บริษัทเครื่องเสียงเช่าควรตั้งงบสำรองค่าซ่อมบำรุงและอัปเกรดอุปกรณ์กี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้?

คำตอบ: ตามหลักการบริหารธุรกิจโปรดักชันและ Rental มืออาชีพ ควรหักรายได้ประมาณ 5%–10% ของยอดเช่าในแต่ละงาน เข้ากองทุนซ่อมบำรุงและทดแทนอุปกรณ์ (Maintenance & Lifecycle Replacement Reserve) เพื่อให้บริษัทมีสภาพคล่องพร้อมอัปเกรดชุด A-Rig ทันทีที่อุปกรณ์เดิมเริ่มพ้นระยะประกันโดยไม่กระทบกระแสเงินสดหลัก

Q4: หากต้องการอัปเกรดระบบเสียงห้องประชุมองค์กร แต่ยังมีอุปกรณ์บางส่วนที่ใช้งานได้ดี ต้องรื้อใหม่ทั้งหมดหรือไม่?

คำตอบ: ไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งหมดครับ ทีมวิศวกรของ VibeGear Audio สามารถเข้าไปตรวจเช็กสภาพอุปกรณ์เดิม (System Audit) เพื่อคัดแยกชิ้นส่วนที่ยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เช่น ตู้ลำโพงติดผนังหรือเพาเวอร์แอมป์ที่ยังสมบูรณ์ แล้วเปลี่ยนเฉพาะหัวใจหลักที่เสื่อมสภาพ เช่น ชุดไมโครโฟนประชุมหรือดิจิทัลโปรเซสเซอร์ (DSP) เพื่อช่วยให้องค์กรประหยัดงบประมาณได้สูงสุด

ปรึกษาการอัปเกรดระบบเสียงและบริหารงบลงทุนกับ VibeGear Audio

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องเสียงให้เช่า (Rental) ที่ต้องการอัปเกรดชุดลำโพงและดิจิทัลมิกเซอร์เพื่อรับงานสเกลใหญ่ขึ้น หรือเป็นฝ่ายจัดซื้อองค์กรที่ต้องการปรับปรุงระบบเสียงห้องประชุมให้เสถียร 100% ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ VibeGear Audio พร้อมให้คำปรึกษา เปรียบเทียบความคุ้มค่า และจัดทำใบเสนอราคาที่ตอบโจทย์งบประมาณของคุณอย่างตรงจุด

  • 📞 โทรศัพท์สายด่วนผู้เชี่ยวชาญ: 064-658-5888
  • 💬 LINE Official Account: https://lin.ee/zL5O3BU
  • 🌐 เว็บไซต์และแคตตาล็อกสินค้า: vibegear.audio
Original price was: ฿2,250.Current price is: ฿1,890. เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก2.2 กก.
Original price was: ฿2,590.Current price is: ฿2,190. เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
฿2,800 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก0.38 กก.
ขนาด4.6 × 11.4 × 13.6 เซนติเมตร
฿3,300 ตู้ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
กำลังขับ40W
฿3,400 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
ขนาด26.5 × 26.5 เซนติเมตร
฿3,500 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก1.2 กก.
ขนาด17.7 × 13.4 × 4.7 เซนติเมตร
฿3,650 ใบ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก2.2 กก.
ขนาด14 × 31.5 × 14 เซนติเมตร
กำลังขับ (MAX)15W
ตอบสนองความถี่80Hz–20kHz
ระบบ100V Line
฿3,700 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก2 กก.
ขนาด25 × 26.5 × 7.5 เซนติเมตร
Original price was: ฿4,990.Current price is: ฿3,990. ใบ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก5 กก.
ขนาด19.5 × 25.5 × 39 เซนติเมตร
ประเภท
กำลังขับ300W
ดอกวูฟเฟอร์
บลูทูธ5.0
฿4,000 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก2.8 กก.
ขนาด31 × 28 × 8 เซนติเมตร
฿4,000 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก3.2 กก.
ขนาด34 × 31 × 9 เซนติเมตร
฿4,000 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก2 กก.
ขนาด28 × 24 × 7 เซนติเมตร
฿4,000 ใบ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก3.4 กก.
ขนาด16.7 × 33.5 × 14.1 เซนติเมตร
กำลังขับ (MAX)15W
ตอบสนองความถี่150Hz–10kHz
ระบบ100V Line
฿4,190 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
ขนาด26 × 23 × 8.9 เซนติเมตร
฿4,200 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก2.6 กก.
ขนาด32 × 33 × 9 เซนติเมตร
฿4,200 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก1.6 กก.
ขนาด22.0 × 18.9 × 4.7 เซนติเมตร
฿4,300 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
ขนาด24.7 × 19.8 × 6.6 เซนติเมตร
฿4,500 เครื่อง (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก3.8 กก.
ขนาด36 × 36 × 9 เซนติเมตร
฿4,500 ใบ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก9.62 กก.
ขนาด22 × 25 × 43 เซนติเมตร
ประเภท
ดอกวูฟเฟอร์
กำลังขับ (RMS)220w

บทความที่เกี่ยวข้อง