วิธีเลือกซื้อไมค์ลอย (ไมโครโฟนไร้สาย): อัปเดตคลื่นความถี่ กสทช. ล่าสุด 2026

วิธีเลือกซื้อไมค์ลอย (ไมโครโฟนไร้สาย): อัปเดตคลื่นความถี่ กสทช. ล่าสุด 2026

เลือกซื้อไมค์ลอย (Wireless Microphone) คลื่นความถี่ UHF, VHF, 2.4GHz แบบไหนดีที่สุด? พร้อมอัปเดตคลื่นความถี่ที่อนุญาตให้ใช้ในไทย (กสทช.)

Quick Summary: ตารางสรุปเปรียบเทียบคลื่นสัญญาณไมค์ลอย

ประเภทคลื่น ระยะส่งสัญญาณ ความเสถียร/โอกาสถูกรบกวน ความเหมาะสมในการใช้งาน
VHF (Very High Frequency) ปานกลาง (30-50 เมตร) เสถียรปานกลาง (คลื่นทะลุกำแพงได้ดี แต่ช่องสัญญาณน้อย) งานพูดทั่วไป, ห้องเรียน, คาราโอเกะตามบ้าน
UHF (Ultra High Frequency) ไกลมาก (50-100+ เมตร) เสถียรที่สุด (ช่องสัญญาณเยอะ หลบเลี่ยงคลื่นกวนได้ดี) คอนเสิร์ตใหญ่, งานเวที, อีเวนต์ระดับมืออาชีพ
2.4GHz (Digital) ใกล้-ปานกลาง (20-50 เมตร) มีโอกาสถูกรบกวนสูง (เพราะใช้คลื่นเดียวกับ Wi-Fi/Bluetooth) Vloggers, Content Creators, งานบันทึกวิดีโอ (ใช้งานใกล้ๆ)
Infrared (IR) ใกล้มาก (เฉพาะในห้องเดียวกัน) เสถียรในห้องปิด (ไม่ทะลุกำแพง, ไม่ถูกกวนจากภายนอก) ห้องเรียน, ห้องประชุมลับ (ป้องกันเสียงรั่วไหลข้ามห้อง)

อัปเดตคลื่นความถี่ไมค์ลอยที่อนุญาตให้ใช้ในไทย (ตามประกาศ กสทช.)

สิ่งแรกที่คุณต้องรู้ก่อนซื้อ “ไมโครโฟนไร้สาย” คือเรื่อง คลื่นความถี่ที่ถูกกฎหมาย หากซื้อไมค์ลอยรุ่นเก่าหรือเครื่องหิ้วที่ใช้คลื่นผิดกฎหมาย นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจถูกคลื่นโทรศัพท์ 4G/5G แทรกจนเสียงขาดหายได้ครับ

ช่วงคลื่นความถี่ สถานะทางกฎหมาย (กสทช.) หมายเหตุ
UHF: 694 – 703 MHz อนุญาตให้ใช้ (ถูกกฎหมาย) คลื่นมาตรฐานใหม่ ปลอดภัยจากการกวนของสัญญาณมือถือ
UHF: 748 – 758 MHz อนุญาตให้ใช้ (ถูกกฎหมาย) คลื่นมาตรฐานใหม่ ปลอดภัยจากการกวนของสัญญาณมือถือ
UHF: 794 – 806 MHz ยกเลิกแล้ว (ห้ามใช้) กสทช. เรียกคืนคลื่นนี้ไปทำ 4G/5G หมดแล้ว หากนำมาใช้จะมีเสียงแทรกตลอดเวลา
VHF: 165 – 210 MHz อนุญาตให้ใช้ เป็นคลื่นย่านต่ำ ยังคงใช้งานได้ แต่ปัจจุบันมีรุ่นให้เลือกน้อย
2.4GHz / 5.8GHz อนุญาตให้ใช้ (อิสระทั่วโลก) ใช้งานได้ฟรีทั่วโลกแบบไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องระวังคลื่นกวนจาก Wi-Fi

เจาะลึก: คลื่นสัญญาณไมค์ลอยแต่ละประเภท

1. คลื่น UHF (Ultra High Frequency) – ราชาแห่งงานเวที

หากคุณจัดงานคอนเสิร์ต งานสัมมนาใหญ่ หรือใช้ในโบสถ์ UHF คือคำตอบสุดท้ายครับ เนื่องจากมีช่องสัญญาณให้เลือกสลับได้เยอะมาก (แบนด์วิดท์กว้าง) หากช่องความถี่ที่ใช้อยู่มีสัญญาณรบกวน ก็สามารถจูนเปลี่ยนช่องหนีได้อย่างอิสระ ทำให้คลื่น UHF ได้รับการยอมรับในระดับ Professional

2. คลื่น 2.4GHz (Digital Wireless) – เพื่อนแท้สายคอนเทนต์

ไมค์ลอยยอดฮิตสำหรับสาย Content Creator และ Vlogger จะใช้คลื่น 2.4GHz (เช่นแบรนด์ Rode, DJI) ข้อดีคือตัวเล็ก น้ำหนักเบา และใช้งานได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องพะวงเรื่องกฎหมายความถี่ของแต่ละประเทศ แต่ข้อควรระวังคือ หากนำไปใช้ในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น (เช่น ห้างสรรพสินค้า) หรือที่มี Router Wi-Fi เยอะๆ สัญญาณอาจจะหลุดหรือกระตุกได้ครับ

3. คลื่น VHF (Very High Frequency) – คุ้มค่าสำหรับงานทั่วไป

VHF มีความยาวคลื่นที่ยาวกว่า UHF ทำให้คลื่นสามารถเลี้ยวเบนหรือทะลุกำแพงได้ดีกว่าเล็กน้อย แต่ข้อเสียคือมีแชนเนล (ช่องสัญญาณ) ให้ใช้งานค่อนข้างจำกัด ปัจจุบันมักพบในไมค์ลอยสำหรับคาราโอเกะตามบ้าน หรือชุดไมค์ประชุมขนาดเล็ก

4. คลื่น Infrared (IR) – ปลอดภัย ความลับไม่รั่วไหล

ใช้เทคโนโลยีการส่งสัญญาณด้วย “แสงอินฟราเรด” (แบบเดียวกับรีโมททีวี) ข้อดีที่โดดเด่นที่สุดคือ คลื่นแสงไม่สามารถทะลุกำแพงได้ ทำให้ห้องที่อยู่ติดกันสามารถใช้ไมค์ความถี่เดียวกันได้โดยไม่กวนกัน 100% เหมาะอย่างยิ่งสำหรับห้องเรียนหลายๆ ห้องที่ติดกัน หรือห้องประชุมลับระดับสูงที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูล


ประเภทของไมค์ลอย (แยกตามรูปทรงการใช้งาน)

ระบบไมค์ลอย (Wireless System) 1 ชุด จะประกอบด้วย 2 ส่วนเสมอ คือ ตัวรับสัญญาณ (Receiver) และ ตัวส่งสัญญาณ (Transmitter)

เครื่องรับสัญญาณ (Receiver) ทำหน้าที่รับคลื่นจากไมค์ และส่งต่อเสียงเข้ามิกเซอร์

เครื่องรับสัญญาณ (Receiver) ทำหน้าที่รับคลื่นจากไมค์ และส่งต่อเสียงเข้ามิกเซอร์

ตัวส่งสัญญาณ (Transmitter) จะถูกออกแบบรูปทรงมา 3 แบบหลักๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่ต่างกัน ดังนี้ครับ:

ไมค์แบบถือทั่วไป โดยจะมีตัวส่งสัญญาณ (Transmitter) ซ่อนอยู่ในด้ามจับไมค์เลย

1. ไมค์ลอย Handheld (แบบถือ)

ไมค์แบบถือทั่วไป โดยจะมีตัวส่งสัญญาณ (Transmitter) ซ่อนอยู่ในด้ามจับไมค์เลย ใช้งานง่าย ให้คุณภาพเสียงร้องที่เต็มอิ่ม เหมาะสำหรับนักร้อง พิธีกร และงานพูดบนเวที

ไมค์ Lavalier / Clip-on (หนีบปกเสื้อ)

2. ไมค์ลอย Lavalier / Clip-on (หนีบปกเสื้อ)

ประกอบด้วยไมค์ตัวเล็กๆ (Lavalier) เสียบสายเข้ากับกล่องส่งสัญญาณ (Bodypack) ที่นำไปเหน็บไว้ที่เอว เหมาะสำหรับงานสัมภาษณ์ งานพิธีกรรายการทีวี ที่ไม่ต้องการให้เห็นตัวไมค์บดบังใบหน้า

ไมค์ Headset (คาดหัว/เกี่ยวหู)

3. ไมค์ลอย Headset (คาดหัว/เกี่ยวหู)

ใช้คู่กับกล่อง Bodypack เช่นเดียวกับแบบหนีบปกเสื้อ แต่ตัวไมค์จะสวมคาดหัวและก้านไมค์ยื่นมาใกล้ปาก ทำให้รับเสียงได้ดังและชัดเจนกว่าแบบหนีบปกเสื้อ เหมาะสำหรับนักร้องสายเต้น วิทยากร และเทรนเนอร์ฟิตเนส


Expert Tips #1: ไมค์ลอย Analog vs Digital ต่างกันอย่างไร?

ปัจจุบันไมค์ลอยมีระบบรับ-ส่งสัญญาณ 2 รูปแบบหลักๆ ครับ:

  • ระบบ Analog: ส่งสัญญาณเป็นรูปคลื่นแบบดั้งเดิม ข้อดีคือใช้งานง่าย เสียงไม่มีอาการหน่วง (Zero Latency) แต่ข้อเสียคือ หากมีคลื่นรบกวนเข้ามา เสียงจะมีอาการซ่า ซีด หรือมีเสียงวิทยุแทรก
  • ระบบ Digital: แปลงเสียงเป็นข้อมูลดิจิทัล (0 และ 1) ก่อนส่งออกไป ข้อดีคือเสียงจะ “ชัดเจน หรือ ไม่ก็ดับไปเลย” (ไม่มีเสียงซ่าๆ มากวนใจ) และให้คุณภาพเสียง (Audio Quality) ที่ใส เคลียร์กว่าระบบ Analog มาก ปัจจุบันไมค์ลอยระดับโปรเปลี่ยนมาใช้ระบบ Digital เกือบทั้งหมดแล้วครับ

Expert Tips #2: ระบบเสาอากาศ Diversity และ True Diversity

เวลาเลือกซื้อไมค์ลอย คุณอาจจะเห็นคำศัพท์เหล่านี้ นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ “ไมค์เสียงไม่หลุด” ครับ

  • Diversity (2 เสา): เครื่องรับมีเสาอากาศ 2 ต้น แต่ข้างในมีวงจรรับสัญญาณแค่ “ชุดเดียว” ระบบจะสลับไปใช้เสาต้นที่รับคลื่นได้แรงกว่า (มีโอกาสที่จังหวะสลับเสา เสียงจะกระตุกนิดนึง)
  • True Diversity (2 เสา): เครื่องรับมีเสาอากาศ 2 ต้น และข้างในมีวงจรรับสัญญาณ “2 ชุดแยกกันอิสระ” (Dual Receiver) วงจรทั้งคู่จะประมวลผลพร้อมกันและเลือกสัญญาณที่สมบูรณ์ที่สุดออกแบบไร้รอยต่อ หากคุณเน้นความเป็นมืออาชีพ ต้องเลือกไมค์ที่เป็น True Diversity เท่านั้นครับ!
  • Quad Antenna / 4 เสา (เช่น SOUNDVISION SU-990D/HTP): เครื่องรับระดับไฮเอนด์ที่ออกแบบมาให้มีเสาอากาศถึง 4 ต้น! ดียังไง? ระบบนี้จะช่วยเพิ่มความแรงและความกว้างในการรับสัญญาณให้ครอบคลุมรอบทิศทางมากยิ่งขึ้น (สแกนคลื่น 360 องศา) และมีระบบประมวลผลวงจรรับสัญญาณขั้นสุดยอด ลดจุดบอด (Dead Zone) บนเวทีได้เกือบ 100% เหมาะสำหรับเวทีคอนเสิร์ตขนาดใหญ่มาก หรือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสัญญาณรบกวนครับ

Expert Tips #3: การจัดวางตำแหน่งเสาอากาศ (Antenna Placement)

ซื้อไมค์แพงแค่ไหน ถ้าวางเสาอากาศผิด เสียงก็หลุดได้ครับ! กฎเหล็กของการใช้ไมค์ลอยคือ Line of Sight (ระยะสายตา):

  1. ห้ามมีสิ่งกีดขวาง: เสาอากาศของเครื่องรับ (Receiver) จะต้อง “มองเห็น” ตัวไมค์ที่นักร้องถืออยู่เสมอ โดยไม่มีกำแพง หรือฝูงชนจำนวนมากมาบัง
  2. ตำแหน่งเสา: หากตั้งเครื่องรับไว้ในตู้ Rack แนะนำให้นำเสาอากาศออกมายึดไว้ด้านหน้า (Front Mount) หรือใช้เสาอากาศแบบครีบฉลาม (Directional Antenna) ยกสูงขึ้นเหนือหัวคนดู
  3. องศาเสา: หากมีเสา 2 ต้น ให้จัดองศาเสาเป็นรูปตัว “V” (ทำมุม 45 องศา) จะช่วยให้การรับคลื่นในแนวตั้งและแนวนอนครอบคลุมที่สุด
(0)
฿17,900 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
(0)
฿55,900 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก0.82 กก.
(0)
Original price was: ฿11,800.Current price is: ฿9,000. คู่ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
น้ำหนัก1 กก.
ขนาด369 × 361 × 57 เซนติเมตร

สรุปส่งท้ายจาก VibeGear:

หากคุณใช้งานทั่วไป ถ่ายคลิปวิดีโอ การเลือกใช้ไมค์คลื่น 2.4GHz ถือว่าตอบโจทย์ที่สุดเพราะใช้งานง่ายและตัวเล็ก แต่หากคุณต้องทำระบบเสียงห้องประชุม งานอีเวนต์ หรือคอนเสิร์ต คุณควรลงทุนกับไมค์ลอยคลื่น UHF (ช่วง 694-703 MHz และ 748-758 MHz) ที่มีระบบ True Diversity เพื่อความเสถียรและความสบายใจว่าเสียงจะไม่มีวันหลุดกลางงานสำคัญของคุณครับ!

ไมค์ลอย (Handheld)

ไมค์ลอย คาดศีรษะ/เกี่ยวหู

ไมค์ลอย หนีบปกเสื้อ

🔊 สนใจวางระบบภาพและเสียงให้ธุรกิจของคุณ?

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ร้านอาหาร คาเฟ่ ผับบาร์ หรือสถานบันเทิง ที่กำลังมองหาทีมงานมืออาชีพมาดูแลระบบ บริษัท VibeGear Audio ยินดีให้บริการออกแบบ ติดตั้งระบบเสียง และภาพ ประเมินหน้างาน ขอใบเสนอราคาฟรี เพื่อจัดสเปกอุปกรณ์ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ได้ตรงจุดที่สุด

ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญจาก VibeGear ได้ทันทีที่:
📞 โทร : 064-658-5888
💬 ไลน์ไอดี : @vibegear.audio หรือคลิกลิงก์ https://lin.ee/zL5O3BU

บทความที่เกี่ยวข้อง